การเริ่มต้นชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย “นมแม่” เป็น ทั้งอาหารกาย อาหารสมองและอาหารใจให้แก่ลูก ขณะที่ดูดนมแม่ลูกจะได้สัมผัสความรักความอบอุ่นในอ้อมกอดของแม่ ก่อเกิดเป็นสายใยรักแห่งครอบครัวขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ แนะนำให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว อย่างน้อย 6 เดือน และให้เลี้ยงควบคู่กับอาหารตามวัยจนลูกอายุครบ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า เด็กที่ได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนเต็มโดยที่ไม่ได้อาหารอื่นแม้กระทั่งน้ำ จะทำให้เด็กเจริญเติบโตทั้งร่างกาย จิตใจ มีสมองที่ฉลาด อารมณ์ดี อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนและมีมากกว่า 200 ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของลูกโดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกหลัง คลอด"น้ำนมเหลือง" หรือ"โคลอสตรัม" ของแม่จะเป็นภูมิคุ้มกัน และป้องกันการติดเชื้อให้แก่ลูกได้เป็นอย่างดี
นอก จากนี้ การโอบกอด การพูดคุยขณะให้นมลูกวันละ 8-10 ครั้ง ยังเป็นการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำให้เด็กฉลาด มีระดับสติปัญญาดีกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ถึง2-11 จุด เด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่จะมีอารมณ์ดี เพราะรู้สึกถึงความรัก ความอบอุ่น ความมั่นคง ปลอดภัย มีความอดทนอดกลั้น รู้จักรอคอย ไม่งอแง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พร้อมที่จะแบ่งปันความรักให้กับผู้อื่น และมีพัฒนาการสมวัย ที่สำคัญการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก แม่จะมีความรู้สึกถึงความเป็นแม่มากขึ้น ทำให้แม่ไม่ทอดทิ้งลูก นอกจากนี้การให้ลูกดูดนมแม่ยังช่วยลดการเสียเลือด และช่วยลดน้ำหนักของแม่หลังคลอดอีกด้วย
ศ.แพทย์หญิงชนิกา ตู้จินดา คณะกรรมการสำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงรอง สสส. กล่าวว่า ทารกเกิดมาต้องการพัฒนาการทั้งด้านกาย ใจ อารมณ์ สังคมและปัญญา เป็น 5 องค์ประกอบหลัก และช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการสื่อสารและสร้างสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกนั้น จึงเป็นช่วงการให้นมลูก นมแม่จึงเปรียบเหมือน “อาหารวิเศษ” จาก ผลการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก ได้บ่งบอกว่าพฤติกรรมเด็กจะมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของแม่ เพราะฉะนั้นหากแม่หงุดหงิด ลูกก็จะรับรู้สัมผัสได้ และส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาการของสมองต่อไป
“ตา ที่มองแม่ ลิ้นที่สัมผัสนมแม่ หูที่ได้ยินเสียงแม่พูดคุย เด็กจะรับรู้และสัมผัสได้ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยพัฒนาสมองของเด็ก ดังนั้นการให้นมแม่จึงไม่ใช่การได้รับคุณค่าทางอาหาร ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งระบบการหายใจ ลำไส้ และฮอร์โมนที่นมทั่วไปไม่มีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรับความอบอุ่นทางจิตใจเพิ่มเข้าไปอีกด้วย ดังนั้นทารกแรกเกิดจึงจำเป็นต้องดื่มนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน โดยตัวแม่เองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจด้วย” ศ.แพทย์หญิงชนิกา กล่าว
ถึง แม้นมแม่จะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และด้วยความสะดวกสบายผลิตภัณฑ์นมผง จึงเข้ามาแทนที่ นมแม่ โดยหารู้ไม่เลยว่าคุณได้โยนทิ้งสิ่งที่วิเศษที่สุดในชีวิตลูกของคุณทิ้ง ไป...จากการสำรวจคุณแม่ในประเทศไทย พบว่า มีแม่ที่ให้นมลูกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือนต่อเนื่องเพียง 5.4% เท่านั้น ขณะที่มีแม่ให้ลูกดื่มนมผสมสลับกับดื่มนมแม่มีประมาณ 25%
หากปล่อยไว้เช่นนี้พัฒนาการของเด็กไทยคงจะล้าหลังประเทศอื่นๆเป็นแน่...
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จึงจับมือกับศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย จัดทำ “มุมนมแม่ออนไลน์” ขึ้น ในโรงพยาบาลเพื่อหวังใช้สื่อโซเชียล มีเดีย เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่และพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนมแม่ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของต่างจังหวัด เพราะหากคุณแม่ที่อยู่ในต่างจังหวัดมีโอกาสเข้าถึงเว็บไซต์หรือโซเชียล มีเดียที่ให้ความรู้เรื่องนมแม่มากขึ้นเท่าใด ก็น่าจะช่วยให้เกิดความเข้าใจอันดีในการให้นมแม่มากขึ้นเช่นกัน โดยผู้ที่สนสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.thaibreastfeeding.org
นอกจากนี้ยังมีการตั้งเป้าขยาย “มุมนมแม่ออนไลน์” ไปสู่ชุมชนอีกด้วย โดยยึดหลักบันได 10 ขั้น ที่สถานบริการและชุมชนสามารถเอื้อให้เกิดความสะดวกแก่การให้นม
ซึ่งประกอบด้วยข้อปฏิบัติ ดังนี้ 1. มีนโย บายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สื่อสารกับบุคลการทางการ แพทย์และสาธารณสุขเป็นประจำ 2.ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกคนให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการนำ นโยบายนี้ไปปฏิบัติ 3.ชี้แจงให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนทราบถึงประโยชน์และวิธีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 4. ช่วยแม่เริ่มให้ลูกดูดนมแม่ภายในครึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด 5. สอนให้แม่รู้วิธีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และวิธีทำให้น้ำนมคงมีปริมาณพอเพียงแม้ว่าจะต้องแยกจากลูก 6. อย่าให้อาหารอื่นหรือน้ำแก่ทารกแรกเกิดนอกจากนมแม่ เว้นแต่จะมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ 7.ให้แม่และลูกอยู่ในห้องเดียวกันตลอด 24 ชั่วโมง 8.สนับสนุนให้ลูกได้ดื่มนมแม่ตามต้องการ 9.อย่าให้ลูกดูดหัวนมยางและหัวนมปลอม และ 10. ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และส่งต่อให้แม่เข้าร่วมกลุ่มดังกล่าวเมื่อออกจากโรงพยาบาลหรือคลินิก
หากทุกชุมชนร่วมกันปฏิบัติตามบันไดทั้ง 10 ขั้น จำนวนคุณแม่ที่ให้ลูกดื่มนมแม่จนครบ 6 เดือน คงมีเพิ่มมากขึ้นเป็นแน่...
ตั้งแต่อยู่ในท้องจนถึงออกมาลืมตาดูโลก... “แม่” ได้มอบสิ่งดีๆ ให้กับ “ลูก” แล้วนับไม่ถ้วน โดยไม่มีคำว่า “เหน็ดเหนื่อยหรือย่อท้อ” ...แล้ววันแม่ปีนี้คุณ “พร้อม” ที่จะทำดีเพื่อแม่หรือจะตอบแทนบุญคุณแม่แล้วหรือยัง?
ที่มา : www.thaihealth.or.th
วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553
หมอนข้างสำหรับเด็ก อันตราย
สหรัฐอเมริกาออกโรงเตือนพ่อแม่ เลี่ยงซื้อหมอนข้างช่วยจัดตำแหน่งเด็กขณะนอนหลับ (ฺBaby Sleep Positioner) โดยห้างดิสเคาท์สโตร์ชื่อดังอย่างเทสโก และร้านขายสินค้าสำหรับแม่และเด็กอย่าง Mothercare ได้นำสินค้าดังกล่าวออกจากชั้นวางสินค้าแล้วหลังพบรายงานการเสียชีวิตของทารกจากการใช้สินค้าดังกล่าว
เมื่อเอ่ยถึงหมอนข้างจัดตำแหน่งเด็กดังกล่าวก็คือหมอนใบเล็กมีสองใบประกบซ้าย - ขวาของเด็กทารก ตรงกลางมีพื้นที่สำหรับให้เด็กนอน ซึ่งผู้ขายมักอ้างสรรพคุณว่า สามารถช่วยให้เด็กนอนได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงการเกิดภาวะไหลตายในเด็ก (Sudden Infant Death Syndrome : SIDS) ลงได้ แต่ในวันนี้มันอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาได้ออกโรงเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้สินค้าดังกล่าว
สาเหตุที่ทางการสหรัฐต้องออกมาเตือนผู้บริโภคให้ทราบถึงอันตรายในครั้งนี้เป็นเพราะ ได้รับรายงานการเสียชีวิตของทารกที่ขาดอากาศหายใจเนื่องจากใช้สินค้าดังกล่าว ซึ่ง Judy Sage หนึ่งในคุณแม่ของเด็กที่เสียชีวิตไปนี้เล่าว่า กุมารแพทย์ของลูกชายเธอนั้น ได้แนะนำให้เธอจับลูกนอนตะแคง เธอจึงเลือกใช้หมอนข้างนี้เพื่อจำกัดพื้นที่การนอนของลูก แต่แล้วคืนวันหนึ่งก็พบว่า ลูกของเธอเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจไปแล้ว
จากนั้นเธอจึงเสียสละตนเองออกรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการใช้หมอนข้างดังกล่าวอย่างหนัก จนถึงวันที่ทาง FDA ออกมาประกาศถึงอันตรายจากการใช้หมอน ก็ทำให้เธอบอกกับตัวเองว่า นี่คือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของเธอเลยทีเดียว
ดร.ราเชล มูน (Rachel Moon) ประธานคณะทำงานผู้ดูแลเกี่ยวกับภาวะไหลตายในเด็กจาก The American Academy of Pediatrics กล่าวว่า "ความผิดพลาดอันดับหนึ่งก็คือ พ่อแม่มักคิดเสมอว่าเมื่อสินค้าชนิดนี้มีวางจำหน่าย มันต้องปลอดภัย ซึ่งไม่จริงเสมอไป"
รายงานจาก CPSC (the Consumer Product Safety Commission) ยังระบุว่า เด็กอเมริกันได้รับอันตรายจากการใช้หมอนข้างชนิดนี้แล้ว 12 คนนับตั้งแต่ปี 1997 โดยเกิดจากเด็กขยับตัวจากนอนตะแคงเป็นนอนคว่ำ แล้วหน้าไปซุกที่หมอนข้างจนขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตในที่สุด
เหตุที่เกิดคือมาจากแบบตะแคง (side sleeping positioner) ค่ะ ในรูปข้างล่าง แต่ก็ประกาศเตือนหมดเพราะ บางรุ่นก็ออกแบบให้ใช้ได้ทั้งตะแคงและหงาย มีบางยี่ห้อที่ใช้สำหรับนอนหงายแต่หมอนไปจุกจมูกได้เหมือนกัน หากเด็กโตขึ้นแล้วพลิกตัวเองได้ เลยต้องระวังหมด
ส่วนตัวคิดว่าแบบ"นอนหงาย"สำหรับเด็กอ่อนแรกเกิดยังปลอดภัยอยู่ จนกว่าเขาจะพลิกตัวได้น่ะแหละ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่น่ะนะคะ ปลอดภัยไว้ก่อน แถมราคาก็ไม่ถูกด้วยสิ
เมื่อเอ่ยถึงหมอนข้างจัดตำแหน่งเด็กดังกล่าวก็คือหมอนใบเล็กมีสองใบประกบซ้าย - ขวาของเด็กทารก ตรงกลางมีพื้นที่สำหรับให้เด็กนอน ซึ่งผู้ขายมักอ้างสรรพคุณว่า สามารถช่วยให้เด็กนอนได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงการเกิดภาวะไหลตายในเด็ก (Sudden Infant Death Syndrome : SIDS) ลงได้ แต่ในวันนี้มันอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาได้ออกโรงเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้สินค้าดังกล่าว
สาเหตุที่ทางการสหรัฐต้องออกมาเตือนผู้บริโภคให้ทราบถึงอันตรายในครั้งนี้เป็นเพราะ ได้รับรายงานการเสียชีวิตของทารกที่ขาดอากาศหายใจเนื่องจากใช้สินค้าดังกล่าว ซึ่ง Judy Sage หนึ่งในคุณแม่ของเด็กที่เสียชีวิตไปนี้เล่าว่า กุมารแพทย์ของลูกชายเธอนั้น ได้แนะนำให้เธอจับลูกนอนตะแคง เธอจึงเลือกใช้หมอนข้างนี้เพื่อจำกัดพื้นที่การนอนของลูก แต่แล้วคืนวันหนึ่งก็พบว่า ลูกของเธอเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจไปแล้ว
จากนั้นเธอจึงเสียสละตนเองออกรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการใช้หมอนข้างดังกล่าวอย่างหนัก จนถึงวันที่ทาง FDA ออกมาประกาศถึงอันตรายจากการใช้หมอน ก็ทำให้เธอบอกกับตัวเองว่า นี่คือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของเธอเลยทีเดียว
ดร.ราเชล มูน (Rachel Moon) ประธานคณะทำงานผู้ดูแลเกี่ยวกับภาวะไหลตายในเด็กจาก The American Academy of Pediatrics กล่าวว่า "ความผิดพลาดอันดับหนึ่งก็คือ พ่อแม่มักคิดเสมอว่าเมื่อสินค้าชนิดนี้มีวางจำหน่าย มันต้องปลอดภัย ซึ่งไม่จริงเสมอไป"
รายงานจาก CPSC (the Consumer Product Safety Commission) ยังระบุว่า เด็กอเมริกันได้รับอันตรายจากการใช้หมอนข้างชนิดนี้แล้ว 12 คนนับตั้งแต่ปี 1997 โดยเกิดจากเด็กขยับตัวจากนอนตะแคงเป็นนอนคว่ำ แล้วหน้าไปซุกที่หมอนข้างจนขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตในที่สุด
เหตุที่เกิดคือมาจากแบบตะแคง (side sleeping positioner) ค่ะ ในรูปข้างล่าง แต่ก็ประกาศเตือนหมดเพราะ บางรุ่นก็ออกแบบให้ใช้ได้ทั้งตะแคงและหงาย มีบางยี่ห้อที่ใช้สำหรับนอนหงายแต่หมอนไปจุกจมูกได้เหมือนกัน หากเด็กโตขึ้นแล้วพลิกตัวเองได้ เลยต้องระวังหมด
ส่วนตัวคิดว่าแบบ"นอนหงาย"สำหรับเด็กอ่อนแรกเกิดยังปลอดภัยอยู่ จนกว่าเขาจะพลิกตัวได้น่ะแหละ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่น่ะนะคะ ปลอดภัยไว้ก่อน แถมราคาก็ไม่ถูกด้วยสิ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)